สวย หลอน ที่ TCDC

posted on 30 Nov 2008 00:25 by umumum

"อจีรัง คือ โอกาส "

 

"Perishable Beauty"

 

นิทรรศการแรกที่จะตาย... ต่อหน้าคุณ      (ตัดคำโปรยของนิทรรศการมาค่ะ  คนคิดก๊อปปี้เก่งนะเนี่ย)

 

อันเนื่องมาจากว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อิฉันได้มีโอกาสเดินผ่านห้างเอ็มโพเรียม ไปแวะซื้อของกินแถวซุปเปอร์เล็กน้อย และกำลังจะเดินกลับไปขึ้นบีทีเอสแล้วเชียว แต่เผอิญเหลือบไปเห็นป้ายโปสเตอร์ของ TCDC เข้า ว่าเขามีนิทรรศการมาใหม่ ก็เลยเปลี่ยนใจเดินกลับไปขึ้นบันไดเลื่อน เพื่อกลับไปที่ชั้น 6 อีกที เพราะนิทรรศการของ TCDC นี่ก็ดูฟรีเจ้าค่ะ แหะ แหะ ชอบ (แต่ห้องสมุดเขาต้องเป็นสมาชิกนะคะ อ้อ แต่ถ้าไม่เคยเข้าชมก็เข้าไปได้ฟรีหนึ่งหน แต่หลังจากนั้นต้องสมัครสมาชิก แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นสมาชิก โฮะ โฮะ)

 

ตอนแรกที่เห็นโปสเตอร์ก็เหลือบเห็นแวบ ๆ ประมาณว่าเป็นนิทรรศการที่เกี่ยวกับอนิจจัง ความไม่จีรัง อะไรประมาณนั้น

 

ทางเข้าของห้องนิทรรศการเป็นประตูบานเลื่อนสีดำบานใหญ่ ๆ ปิดสนิท พอไปยืนหน้าประตู ประตูก็เลื่อนเปิด พอก้าวเท้าเข้าไปเท่านั้นแหละค่ะ  

 

โอ... ถูกใจเจ๊ เป็นอย่างยิ่ง ดำทมึน และแวววับ สะท้อนไปมา

 

ห้องแรกที่เข้าไปเป็นห้องเพดานไม่สูงเท่าไหร่ แต่ปิดกระจกรอบด้าน ทั้งหน้าหลัง บนเพดาน บนพื้นด้วย (สรุปคือกระจกหกด้านเลยนั่นแหละ จะอธิบายทำไมให้งงเนี่ย)

 

แล้วกลางห้องจะมีโลงศพ แต่ข้างในเป็นรูปเหมือนกาแล็คซี่อะไรประมาณนั้นน่ะค่ะ  แล้วมีคำอธิบายทำนองว่า จักรวาลยังมีการแตกดับ เกิดขึ้น ตั้งอยู่บนการแตกดับ อะไรทำนองนี้น่ะค่ะ ประมาณว่าจักรวาลยังแตกดับ แล้วประสาอะไรกับมนุษย์ที่เป็นเหมือนผงธุลีหนึ่งในจักรวาล (คือไปดูมาเมื่อวันเสาร์ ผ่านมาหลายวันแล้ว อาจจะจำรายละเอียดไม่ครบถ้วนหรือถูกเป๊ะ แต่จะพยายามทบทวนความทรงจำ ซึ่งไม่รู้จะได้แค่ไหน เพราะปกติก็ความจำปลาทองอยู่แล้ว :P )   แล้วมีเสียงประกอบด้วยค่า  หลอกหลอนได้ใจมาก มาก

 

 

 

 

 

เดินทะลุห้องนี้ไป จะเข้าไปสู่ห้องโถงใหญ่ที่เพดานสูงมาก ๆ

 

นี่ก็ได้ใจอีกเหมือนกัน  อารมณ์โกธิคได้ที่เลยค่า  คือรอบห้องเขาจะจัดแสงแบบมืด ๆ ทึม ๆ หน่อย นัยว่าคงเข้ากับคอนเซ็ปต์ แล้วเราก็ไม่มีกล้อง เลยใช้มือถือถ่าย (ถามเจ้าหน้าแล้วเขาบอกว่าถ่ายได้) รูปก็เลยออกมาเบลอ ๆ หน่อย ด้วยกล้องความละเอียดต่ำ และแสงน้อย

 

ในห้องโถงใหญ่นี้ เขาจะมีดอกไม้ กิ่งไม้ ที่เหมือนจะเหี่ยว ๆ แล้วห้อยอยู่กับเชือก โยงลงมาจากเพดาน มันก็จะดูเป็นสายยาว ๆ ห้อยลงมา แล้วมีอยู่เต็มห้องเลย อู้  สวย  คือเราชอบความสวยแบบหลอน ๆ นี่แหละ

 

 

 

 

 

แล้วก็เดินผ่านทางเดินที่ดูเหมือนทางเดินลอยฟ้าเล็กน้อย 

 

มาถึงส่วนแรก มีโต๊ะทานข้าวยาว ๆ ที่อยู่ในตู้กระจก ตั้งอยู่กลางห้อง เดาว่าที่มันต้องอยู่ในตู้กระจก เพราะถ้าไม่อยู่กลิ่นมันอาจจะรุนแรงมาก  คือเขาจัดอาหารเป็นเต็มโต๊ะน่ะค่ะ แล้วมีนาฬิกาจับเวลาบอกด้วยว่าอาหารบนโต๊ะนี้อยู่มากี่วันแล้ว อืม ม ม คือว่าตอนเราไปดูอาหารมันอยู่มาประมาณ 3 วันแล้ว  มีอาหารบางอย่างที่ราขึ้นเป็นขาว ๆ ฟู ๆ แล้วล่ะ บนโต๊ะจะมีหมูหันตัวน้อยด้วย มีผลไม้ มีโน่นมีนี่หลายอย่างเลย โอ้ หลอนได้ใจ    คือดูเหมือนว่าเขาจะให้ดูความตาย ดูการเปื่อยสลายเน่าพุพังของสิ่งต่าง ๆ ที่ย่อมเป็นไปตามธรรมชาติ  คาดว่าถ้าผ่านไปอีกสักเดือนสองเดือนอิฉันจะกลับมาดูใหม่ อยากเห็นสภาพอาหารที่ทิ้งไว้สองเดือนเหมือนกัน อึ๋ย  บางคนอาจจะรู้สึกว่ามันน่าขยะแขยง  แต่เขาจัดโต๊ะได้สวยมากเลยล่ะค่ะ  อารมณ์เหมือนดูหนังทิม เบอร์ตันอะไรประมาณนั้นมั้ง  มีทั้งความสวย และชวนให้ปลง 

 

 

เดินมาอีกหน่อย  

 

 



คราวนี้เหมือนอยู่ในปิรามิดอียิปต์นิด ๆ น่ะค่ะ  มีวีดีโอให้ดูเป็นสารคดีเกี่ยวกับการทำมัมมี่ และขวด ขวด ขวด และขวด ใส่ผงส่วนประกอบต่าง ๆ สำหรับการรักษาร่างมัมมี่มั้งคะ

 

 

 

กำลังอ่านคำอธิบายอยู่เพลิน ๆ หันไปเห็นพี่เขา... ตกใจ หมดเลย

 

 

ร่างจำลองของมัมมี่น่ะค่ะ ไม่ใช่ของจริงหรอก ของจริงเอามาคงแพงน่าดู

 

 

คูหานี้เขาเขียนว่า กลิ่นแห่งความตาย ค่ะ คือมีป้ายเขียนเกี่ยวกับกลิ่นดอกไม้หรือเครื่องเทศต่าง ๆ ที่ใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพด้วยค่ะ  แล้วที่สำคัญ ชะโงกหน้าเข้าไป มันมีกลิ่นให้ดมจริง ๆ ด้วยค่ะ อึ๋ย คือกลิ่นมันจะฉุน ๆ เอียน ๆ หน่อย  เรายืนอ่านคำอธิบายนานไปหน่อย เริ่มรู้สึกมึน ๆ กับกลิ่นเลยรีบออกมาดีกว่า แฮ่

 

เริ่มเข้าสู่ที่สว่าง (ขึ้นนิดนึง) แล้ว


 

 

เดินต่อมาคราวนี้เริ่มมีแสงสว่างแล้วคะ  ในห้องตู้กระจกใส ๆ นี้ทำเป็นเหมือนคลินิกศัลยกรรมค่ะ  คือเขาพูดถึงการต่อสู้กับความร่วงโรยของสังขาร และการที่คนเราไม่ยอมแพ้อนิจจังของสังขาร ธุรกิจความงามทั้งเครื่องสำอางและการทำศัลยกรรมความงามเลยรุ่งเรืองมาก มีการเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างการทำตา ทำจมูก เสริมหน้าอก ฯลฯ เปรียบเทียบระหว่างทำในเกาหลี ในไทย กับในอเมริกา มาให้ดูด้วยค่ะ  ของไทยเราถูกกว่าอย่างแน่นอน

 

 

ส่วนซ้ายกับขวาของตู้กระจกเป็นภาพสาวงามทั้งหลาย กับไอเดีย และธุรกิจเกี่ยวกับความงาม อ้อ ลืมบอกไปว่าหน้าตู้กระจกความจริงเขามีตู้เล็ก ๆ ให้เอาคางไปวาง เพื่อดูว่าจะทำศัลยกรรมอะไรดีประมาณนั้นมั้ง (คือจำไม่ได้ชัด) แต่ว่าตอนที่ไปตู้ยังใช้งานไม่ได้ค่ะ เจ้าหน้าที่เขาบอก เลยอดเลย ว้า...

 

 

ศาสตร์ความงามหากินได้ตลอดชาติ  ในรูปน่าจะพออ่านออกนะคะ เขาตัดมาจาก economist น่าคิดทีเดียวเชียว

 

 

ตู้ต่อมา ความจริงมีการ์ดให้รูด แล้วเลือกว่าอยากทำศัลยกรรมส่วนไหนบ้าง  แล้วเขาจะรวมมูลค่า ราคาของการทำศัลยกรรมทั้งหมดของเรา ประมาณว่าให้เห็นว่ามันมีมูลค่าสูงจริง ๆ แต่ว่าตอนลอง มันก็ไม่ทำงาน (อีกแล้ว เฮ้อ อดเลย)

 

 

 

 

คราวนี้มาถึงตู้ซากุระกันบ้าง  พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ กับการท่องเที่ยวในการชมดอกซากุระซึ่งบานอยู่แค่ประมาณอาทิตย์เดียวเท่านั้น  ความงามที่ไม่จีรัง กับมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

 

ในตู้นอกจากจะทำเหมือนดอกซากุระแล้ว ที่พื้นตู้กระจกยังมีแบงค์กอง ๆ อยู่ด้วยค่ะ และมีเครื่องเป่าที่ทำให้ธนบัตรเหล่านี้ปลิวขึ้นมาเป็นช่วง ๆ ด้วย

 

 

 

ต่อมาเป็นตู้ที่มีโปสการ์ดแขวนอยู่เต็มไปหมด   พูดถึงเม็ดเงินที่อยู่เบื้องหลังโปสการ์ดเหล่านี้ การท่องเที่ยวนั่นเอง (เอ มีแต่เงิน เงิน และเงินเนอะ)  แล้วข้าง ๆ กันก็เป็นตู้ที่พูดถึงเมืองเวนิซ ซึ่งอาจจะถูกน้ำท่วมจึงต้องมีการทำเขื่อนกันเพื่อรักษาเมืองท่องเที่ยวสำคัญของอิตาลีเมืองนี้ไว้

 

 

 

 

ต่อมาเป็นตรงกลาง มีดอกทิวลิปค่า... พูดถึงกระบวนการจัดการความสด  อย่างของเนเธอร์แลนด์ที่เป็นทั้งผู้ผลิต และ ตลาดกลางในการจัดส่งดอกทิวลิปที่มาจากแอฟริกาและอะไรอีกสักอย่างลืมไปแล้ว  และพูดถึงประเทศในเอเชียที่กำลังพยายามทำให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางด้านการส่งออกพวกดอกไม้สดพวกนี้ด้วย ซึ่งมีมูลค่าการตลาดสูง ทั้งจีน อินเดีย ดูไบ และพูดถึงไทยว่าถ้าจัดการดี ๆ ก็น่าจะทำได้อะไรประมาณนั้น

 

 

 

 

ใกล้ทางออกแล้ว

 
 

มาถึงห้องมืดห้องสุดท้าย  มีกล่องกระจกตั้งอยู่ตรงกลาง และมีมะนาวเหี่ยว ๆ ลูกหนึ่งที่เหมือนมีน้ำกำลังหยดลงมา

 

 

คาดว่าอารมณ์คงคล้าย ๆ กับน้ำเหลือแค่ครึ่งแก้ว หรือเหลือตั้งครึ่งแก้ว อะไรทำนองนั้น 

 

เป็นมะนาวที่เหี่ยวแห้งแทบไม่มีน้ำ หรือยังสามารถคั้นน้ำออกมาได้  เหมือนกับการคั้นเอาโอกาส+มูลค่าทางเศรษฐกิจจากความเสื่อมสลาย หรือความไม่จีรังพวกนี้ (มั้ง)

 

อ้อ เล่านิดนึงว่าตอนที่เข้าไปตอนแรก ไปเจอโลงศพจักรวาลเรายังไม่ได้ถ่ายรูป พอออกมาแล้วถึงเดินกลับเข้าไปที่ห้องแรก ห้องโลงศพจักรวาลเพื่อถ่ายรูป แค่นั้น ปรากฏว่าเข้าไปแล้ว... จะออกทางเข้าไม่ได้เจ้าค่ะ !! แง๊  ต้องเดินวนรอบอีกรอบเพื่อไปออกทางออก   หลอนนะเนี่ย...

 

อ้อ นิทรรศการ อจีรัง คือ โอกาส อันนี้จัดที่ TCDC ชั้น 6 เอ็มโพเรียม ชั้นเดียวกับโรงหนังน่ะค่ะ

จัดตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน 51 – 22 กุมภาพันธ์ 52 เปิดทุกวันยกเว้นวันจันทร์ 10.30 – 21.00

 

Recommend สวย หลอน และน่าจะได้ข้อคิดกันไปแล้วแต่คน

 

 *****************************************************************************

  (แยกส่วนต่างหาก เพื่อไม่ให้เสียอารมณ์ในการชมนิทรรศการ)         

คือหลังจากดูนิทรรศการนี้แล้ว ฉันก็เ้กิดความคิดหลายอย่าง แต่ัยัีงไม่แน่ใจว่าจะเรียบเรียงมันออกมายังไงดี

เรื่องความสวยงาม สำหรับนิทรรศการอันนี้ไม่ต้องสงสัย สวย น่าดูมาก     ฉันเองก็ชอบศิลปะชอบอะไรสวย ๆ งาม ๆ แต่ฉันก็มีอีกความคิดแทรกขึ้นมาแว๊บ ๆ อยู่เหมือนกัน

ความไม่จีรัง หรืออจีรัง มันเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดาของโลก จริงไหม แต่การไม่ยอมรับความจริง (โดยเฉพาะอย่างสุดโต่ง อย่างพวกศัลยกรรมพลาสติกความงาม) มันคือความไม่รู้ ความเขลา หรืออวิชชาื ใช่หรือเปล่า ...อันนี้พูดในทางพุทธศาสนา

 แล้วอย่างนี้การที่เราพยายามหากินกับความเขลา ความไม่รู้ของคนอื่น หรือพยายามหาวิธีการ หนทาง ที่ดีที่สุดในการหากินกับความไม่รู้ของคนอื่น   มันถูกมันควรมันดีแล้ว หรือมันยังไงหรือเปล่า

อาจจะมีคนบอกว่า ใคร ๆ เขาก็ทำกัน

อาจจะมีคนบอกว่า จะคิดมากไปทำไม

หรือบางคนว่า  คนเราก็ต้องทำมาหากิน ไม่งั้นจะเอาอะไรใส่ปากใส่ท้อง

บางคงคงบอกว่า  ปลาใหญ่ก็ต้องกินปลาเล็ก คนโง่ก็ต้องเป็นเหยื่อของคนฉลาดอยู่ดี

หรือบางคนว่า  ก็ไม่ได้มีใครไปบังคับเอาปืนจ่อหัวให้เขาต้องมาซื้อหรือใช้บริการของเรานี่ (แต่การสร้างความเชื่อนี่มันอาจจะน่ากลัวกว่าการเอาปืนไปจ่อหัวก็ได้นะ นึกถึงหนังบางเรื่องขึ้นมา หรือนึกถึงเหตุการณ์จริงก็ได้)

หรือบางคนอาจบอกว่า  ถ้าคิดอย่างนี้โลกของเราก็คงไม่มีศิลปะ ไม่มีดีไซน์ ไม่มีอะไรสวย ๆ งาม ๆ ใช่ไหม (แต่ฉันเคยได้ยินเรื่องกลุ่มสถาปนิกที่ใช้งานออกแบบเพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่ได้รับโอกาสเท่าคนอื่น อะไรประมาณนั้นนะ)

 

 

แล้วความพอดีมันอยู่ตรงไหนน๊า ?

 

เอาเข้าจริงแล้ว คำถามของฉันมันคงเกี่ยวกับเรื่องสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพอย่างที่ถูกที่ควรมั้ง  (ถ้าแปลสัมมาอาชีวะถูกนะจ๊ะ  การเลี้ยงชีพชอบ อะไรประมาณนี้ใช่ไหม)

 


 

edit @ 3 Dec 2008 16:39:35 by I don't believe in complaining

edit @ 4 Dec 2008 16:34:58 by I don't believe in complaining

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอววว อยากไปดูจังอ่ะ

#1 By iDoi* on 2008-12-02 17:17

น่าไปมว๊ากกกกก

อยากอยู่ กทม

#2 By นานาาา on 2008-12-02 17:38

ผมลืม TCDC ไปได้ไงเนี่ย big smile

#3 By tiew@fine on 2008-12-02 18:27

ชอบ blog นี้ของคุณ
ตอนแรก ตั้งใจว่าจะมาเพลงความคิด
แต่มันขึ้น blog นี้อยู่ใน search item แรก ๆ
เลยอ่านแต่ละหัวข้อ เพราะคิดว่าน่าสนใจดี
รู้สึกว่า บางส่วนเหมือนความคิดของฉันเองที่ไม่ได้ แสดงออกหรือบอกใครให้รู้
เป็นอารมณ์ เศร้าๆ ที่น่าสัมผัส...ยังงัยไม่รู้บอกไม่ถูก
ยินดีค่ะที่ได้รู้จัก แล้วจะเข้ามาอ่านใหม่เรื่อยๆbig smile

#4 By nannn (118.173.42.17) on 2009-03-30 11:20